Chat with us, powered by LiveChat

10 สุดยอดเกมยุโรปของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบ 30 ปี

 3,619 total views

-sbo-24hr

ตลอดช่วงเวลา 30 ปี ที่ผ่านมาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีช่วงเวลาในเกมฟุตบอลยุโรปที่น่าประทับใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปีที่ได้แชมป์ หรือแม้จะตกรอบก็ตาม

 

โดยเฉพาะในช่วงยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีหลายๆ ปีที่แฟนบอลได้แฮปปี้กับผลการแข่งขัน เท่านั้นไม่พอ ยังมีเกมระดับ 5 ดาวเยอะแยะมากมายอีกด้วยวันนี้ได้รวบรวม 10 เกมที่สุดยอดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ปี 1990 มาจนถึงปี 2020 ไม่ว่าจะเป็นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูโรปาลีก หรือ คัพ วินเนอร์ส คัพไปรื้อฟื้นความจำกันเสียหน่อย ว่ามีเกมไหนกันบ้าง เชื่อว่าเมื่อได้อ่าน แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด จะนึกออกกันเป็นอย่างดี

 

10.ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 0-5 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 2013

European game

ใครจะเชื่อว่าในยุคของ เดวิด มอยส์ ที่แฟนบอล “ปีศาจแดง” ต่างพากันร้องยี้ กลับมีเกมยุโรปที่น่าประทับใจอยู่ด้วย นั่นก็คือเกมที่สนาม ไบ อารีน่า ของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

 

หลังจากเปิด โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พวกเขาเอาชนะ “ห้างขายยา” ได้ 4-2 ใครจะคิดว่าพวกเขาสามารถบุกไปเอาชนะ ทีมที่กำลังลุ้นแชมป์กลุ่มถึง 5-0 ในเกมนัดที่ 5 ของรอบแบ่งกลุ่มแมนฯ ยูฯ ได้ประตูจาก อันโตนิโอ วาเลนเซีย, จอห์นนี่ อีแวนส์, คริส สมอลลิ่ง, นานี่ และการทำเข้าประตูตัวเองของ เอเมียร์ สปายิช ทำให้พวกเขามีแต้มนำคู่แข่งถึง 4 คะแนน การันตีการเป็นแชมป์กลุ่มทันทีซึ่งเกมดังกล่าวเป็นชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดในการเล่นเกมเยือน นับตั้งแต่บุกถล่ม บรอนด์บี้ 6-2 เมื่อปี 1998 นู่นเลยด้วย

 

9.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 บาเยิร์น มิวนิค, 1999

จริงๆ แล้วเชื่อว่า หลายๆ คนคงยกให้เกมนี้เป็นสุดยอดแมตช์ในดวงใจกันเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าดูในเรื่องของรูปเกมจริงๆ แล้ว ต้องยอมรับนะครับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้สุดยอด ถ้าเทียบกับเกมอื่นๆ ในวันนั้นที่สนาม คัมป์ นู เกมเกือบ 90 นาที บาเยิร์น มิวนิค กุมความได้เปรียบไว้แทบจะตลอดทุกจังหวะ และก็ได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกม แถมยังเกือบจะได้ประตูที่สองอีกด้วยซ้ำ

 

ในเกมวันนั้น ถ้าไม่นับช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่ “ปีศาจแดง” สร้างปาฏิหารย์ยิง 2 ประตู ใครเป็นแฟนของ แมนฯ ยูฯ ต้องบอกเลยว่าอึดอัดและเครียดตลอดทั้งเกมนัดชิงชนะเลิศในวันนั้น ทีมของ ป๋าเฟอร์กี้ ไม่มีทั้ง พอล สโคลส์ และ รอย คีน ในเกมวันนั้นด้วย ทำให้เกมยิ่งสู้กับยอดทัพอย่าง “เสือใต้” ยากขึ้นไปอีก

 

แต่อย่างน้อย แต่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บไม่กี่นาที ถ้วยบิ๊กเอียร์ ก็กลายเป็นฝั่งประเทศอังกฤษที่ได้ไป นั่นจึงทำให้เป็นหนึ่งเกมที่ยอดเยี่ยมสำหรับแฟนๆ แมนฯ ยูไนเต็ดมันจึงเป็นคำตอบของเกมกีฬาที่เรารู้กันอย่างดีว่า ฝั่งที่ทำผลงานได้ดีกว่า อาจจะไม่ได้เป็นผู้ชนะก็ได้ ตราบใดที่เวลายังไม่จบ ดั่งสำนวนที่ว่า สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร

 

8.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 บาร์เซโลน่า, 2008

นี่เป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่ลุ้นกันอย่างระทึก และสนุกตลอด 90 นาที รอบรองชนะเลิศเลกสองที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อปี 2008 ทัพ “ปีศาจแดง” สามารถเฉือนชนะ บาร์เซโลน่า ได้ 1-0

 

หลังจากบุกไปเสมอที่ คัมป์ นู ในเกมแรก 0-0 ทำให้พวกเขาไม่ได้มีความได้เปรียบมากนัก เพราะจะไม่สามารถเสียประตูได้เลย หากโดนไปก่อน ก็ต้องเอาชนะคู่แข่งให้ได้ใน 90 นาทีเท่านั้นพอล สโคลส์ พลาดการลงสนามนัดชิงชนะเลิศ เมื่อปี 1999 แต่ในหนนี้ เขาได้โอกาสลงเล่น และกลายเป็นฮีโร่ผู้ทำประตูชัยให้กับทีมผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

 

แม้ว่าในเกมนี้ พวกเขาจะได้ประตูนำไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่นาทีที่ 14 หลังจากนั้นก็ถูกผู้มาเยือน พยายามพังประตูตีเสมอ แต่ในปีนี้ ไม่เหมือนกับเมื่อปี 1999 เพราะเกมรับของพวกเขานั้นอยู่ในช่วงเวลาที่สุดยอดคู่หู ริโอ เฟอร์ดินานด์ กับ เนมานย่า วิดิช เสียประตูในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนั้นไปเพียง 6 ลูกเท่านั้น และในเกม พรีเมียร์ลีก พวกเขาเสียแค่ 22 ลูก น้อยที่สุดจากทุกๆ ทีม

 

นั่นจึงทำให้เกมนี้ กลายเป็นเรื่องราวสุดยอดของพวกเขาไปด้วย อาจจะไม่ได้เป็นที่สะใจแฟนๆ จากการทำประตูถล่มทลาย แต่เป็นการแสดงศักยภาพเกมรับที่ยอดเยี่ยมนั่นเอง

 

7.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-3 เรอัล มาดริด, 2003

รอบ 8 ทีมสุดท้ายเลกสอง เป็นชัยชนะที่สนุกและตื่นเต้นของ แมนฯ ยูไนเต็ด แม้ว่าพอรวมกับผลเกมแรกที่ ซานติอาโก เบร์นาเบว แล้ว จะไม่ได้ช่วยให้พวกเขาเข้ารอบ แต่ก็ถือเป็นแมตช์ที่ดีเกมหนึ่งเลยทีเดียวทั้งสองทีมถือว่าเป็นสโมสรที่เด่นในเรื่องของเกมบุกมากๆ ณ ตอนนั้น ทัพ “ราชันชุดขาว” ก็มีทั้ง หลุยส์ ฟิโก้, ราอูล กอนซาเลซ, ซีเนอดีน ซีดาน รวมถึง โรนัลโด้

 

ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มี รุด ฟาน นิสเตลรอย ที่ในซีซั่นนั้น ยิงไปทั้งสิ้น 44 ประตูจาก 52 นัด นอกนั้นยังมีทั้ง สโคลส์, เดวิด เบ็คแฮม และ ไรอัน กิ๊กส์หลังจากที่เกมแรก มาดริด เอาชนะมาได้ 3-1 และยังมาถูก “โล้นทองคำ” ซัดขึ้นนำที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปก่อน 1-0 ตั้งแต่ 12 นาทีแรก ทำให้โอกาสเข้ารอบนั้นแทบจะหมดหวัง

 

อย่างไรก็ตาม ฟาน นิสเตลรอย ก็มาช่วยให้โอกาสยังเปิดอยู่เล็กน้อย จากการตีเสมอในช่วงก่อนหมดเวลาครึ่งแรก แต่ต้นครึ่งหลัง ก็มาโดนลูกสองของ โรนัลโด้ อยู่ดีจากนั้น แมนฯ ยูฯ มาได้ประตูตีเสมอ 2-2 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ อีบัน เอลเกวร่า หลังจถูกนำหนสองไม่ถึง 3 นาที แต่เกมรับก็ยังต้านความสุดยอดของ เรอัล มาดริด ไม่ไหว โรนัลโด้ ซัดแฮตทริกได้ถึงถิ่น “ปีศาจแดง”

 

ช่วงเวลาที่เหลืออีกราวๆ 30 นาที เดวิด เบ็คแฮม ซัดเพิ่ม 2 ลูก ช่วยให้ทีมเอาชนะ “ราชันชุดขาว” แชมปืเก่า ไปได้ 4-3 สกอร์รวม 2 นัด 6-5 ร่วงตกรอบไป

 

6.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 บาร์เซโลน่า, 1991

หลังจากทีมฟุตบอลในอังกฤษ พ้นโทษแบนในฟุตบอลยุโรป กรณีเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่สนาม เฮย์เซล สเตเดี้ยม เมื่อปี 1985 เป็นเวลาทั้งสิ้น 5 ปี เกมนี้คือการกลับมาเล่นในเกมยุโรปซีซั่นแรกของทีมจากแดนผู้ดีแมนฯ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ อเล็กซ์ ที่กำลังเริ่มตั้งไช่ ต้องมาเล่นนัดชิงชนะเลิศกับ บาร์ซ่า ชอง โยฮัน ครัฟฟ์ ถือว่าเป็นเกมที่น่าสนใจไม่น้อย

 

เกมที่ร็อตเธอร์ดัม ในวันนั้น ประตูแรก เกิดขึ้นในนาทีที่ 67 จากการโหม่งฟรีคิกโดย สตีฟ บรูซ ก่อนที่ มาร์ค ฮิวจ์ส จะชาร์จบอลจ่อๆ เข้าไปให้ แมนฯ ยูไนเต็ด นำ 1-0จากนั้นอีกแค่ 7 นาที อดีตนักเตะของ บาร์เซโลน่า เองอย่าง ฮิวจ์ส ก็มาล็อกหลบ คาร์เลส บุสเก็ตส์ พ่อของ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้รักษาประตูให้ “เจ้าบุญทุ่ม” แล้วยิงประตูที่สองให้ตัวเองเข้าไป

 

บาร์ซ่า มาได้ลูกตีไข่แตกจากฟรีคิกของ โรนัลด์ คูมัน ในนาทีที่ 79 และช่วงท้าย (น.84) นานโด้ กองหลังของยอดทีมจากสเปน ก็มาโดนไล่ออก จากการทำฟาวล์ลูกหลุดเดี่ยวของคู่แข่งตัวสุดท้ายจบเกมเป็นอันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะไป 2-1 คว้าแชมป์ไปได้ ซึ่งมันเป็นการได้แชมป์ในเวทียุโรป เป็นหนแรกของ เซอร์ อเล็กซ์ ด้วย

 3,620 total views

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on pinterest
Pinterest