Chat with us, powered by LiveChat

5 แมตช์ประทับใจของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประจำฤดูกาล 2019-20

 6,619 total views

new-sbo-24hr

ในช่วงนี่ที่ไวรัส โคโรน่า กำลังระบาดอย่างหนักไปทั่วโลก ทำให้การแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ ต้องหยุดพักกันยาว และยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา

เช่นเดียวกับฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ได้ข้อสรุปว่าในซีซั่น 2019-20 นี้ จะถูกระงับไปแบบไม่มีกำหนดกลับ เพราะก็ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์นั้นจะไปลงเอยได้ในตอนไหนฉะนั้นช่วงเวลาที่ไม่มีเรื่องราวฟุตบอลอะไรให้พูดคุยกันมากเท่าไหร่ เราคงจะต้องย้อนไปดูแมตช์ที่ผ่านๆ มากันหน่อย ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างตลอดระยะเวลา ราวๆ 7 เดือนที่ฟาดแข้งกันมา

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งในทีมมหาชน เป็นทีมที่มีแฟนบอลทั่วโลก และแน่นอนว่าช่วงหลังๆ นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือไป เป็นทีมที่มีประเด็นให้พูดคุยกันเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟอร์มการเล่น, ตัวนักเตะ, การซื้อขายผู้เล่น รวมถึงกุนซือและบอร์ดบริหาร ทุกอย่างหยิบยกมาเป็นประเด็นได้ทั้งสิ้น

 

และในฤดูกาลนี้ พวกเขาเป็นอีกหนึ่งทีมที่เป็นไฮไลท์ของการแข่งขันเลยก็ว่าได้ เพราะมีทั้งขาขึ้นและขาลง อยู่ในซีซั่นเดียวกันปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับที่ 5 ของตาราง กำลังมีผลงานที่ดีเลยนะครับ พวกเขามีแต้มตามหลัง เชลซี อันดับ 4 อยู่ 3 คะแนนขณะที่ฟุตบอลถ้วย ในศึก เอฟเอ คัพ พวกเขาก้าวเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นที่เรียบร้อย และถ้าไม่มีอะไรพลิกล็อก พวกเขาน่าจะเข้ารอบรองชนะเลิศได้ เพราะเจอคู่แข่งที่ถือว่าง่ายสุดจาก 7 ทีมนั่นก็คือ นอริช ซิตี้

 

ส่วน ยูฟ่า ยูโรปาลีก นั้นก็เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย และขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปรอบ 8 ทีมแล้วเช่นกัน เนื่องจากเกมเลกแรกที่พบกับ ลินซ์ นั้นพวกเขาบุกไปถล่มทีมจากออสเตรีย มาได้แล้วโดยในซีซั่นนี้ มีเกมที่น่าประทับใจอยู่ไม่เยอะสักเท่าไหร่ ถ้าว่ากันตามตรง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก พวกเขายังมีฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอนัก วันนี้เลยหยิบยก 5 เกมที่แฟนผี น่าจะแฮปปี้กับบผลการแข่งขัน ผลงานในสนาม มาฝากกัน

 

1.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0 เชลซี (11 สิงหาคม 2019)

เกมนัดเปิดสนามของ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยู ต้องโคจรเจอกับบิ๊กแมตช์ ตั้งแต่นัดแรก ด้วยการเปิดบ้านพบกับ เชลซี ที่ได้กุนซือคนใหม่คือ แฟรงค์ แลมพาร์ด ซึ่งเคยเขี่ย แมนฯ ยูไนเต็ด ตกรอบบอลถ้วยเมื่อฤดูกาลก่อนมาแล้ว สมัยเป็นโค้ชให้ ดาร์บี้ เคาน์ตี้แม้ว่า เชลซี จะถูกแบนห้ามซื้อนักเตะใหม่เข้ามาในช่วงซัมเมอร์ แต่เชื่อเถอะว่าแฟนบอล “ปีศาจแดง” ทุกหมู่เหล่า ก็ไม่ได้คิดว่าเกมนี้พวกเขาจะเก็บ 3 คะแนนได้ง่ายๆ แต่ผลที่ออกมากลับไม่น่าเชื่อ

 

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในนาทีที่ 18 ของการแข่งขัน ก่อนหน้านั้นรูปเกมทั้งคู่ยังถือว่าค่อนข้างจะสูสีกันอยู่ เชลซี เป็นฝ่ายดุดันกว่าด้วยซ้ำ แต่เมื่อเจ้าถิ่นมาได้ลูกจุดโทษ ก่อนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะสังหารเข้าไปแบบไม่พลาดให้ทีมขึ้นนำ อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปแม้ว่าหลังจากนั้น เชลซี จะพยายามบุกใส่ แต่ก็ยังไม่เป็นผล จนกระทั่งครึ่งหลัง ทีเด็ดของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะชน ด้วยไม้ตายใหม่ของทีมคือการเล่นเกมสวนกลับ

 

“เร้ด เดวิลส์” มาได้ 2 ประตูในช้วงเวลาไล่เลี่ยกัน นาทีที่ 65 และ 67 จากการเล่นเกม เคาน์เตอร์ หรือเกมสวนกลับ ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนที่สองของทีมทันทีหลังจากที่นำห่าง 3-0 อะไรๆ ก็ง่ายขึ้น เชลซี เองก็เหมือนจะเสียสติกันไปทันที และไม่สามารถเจาะตาข่ายเจ้าถิ่นได้ เท่านั้นไม่พอ นักเตะใหม่อย่าง แดเนี่ยล เจมส์ ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมา ก็ยังมาทำประตูเพิ่มได้อีกในช่วง 10 นาทีสุดท้าย กลายเป็นการถล่มขาดแบบพลิกความคาดหมายเพราะก่อนเกม ถามว่าแฟนเจ้าถิ่น มองแค่เฉือนชนะ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว แต่นี่กลับถล่มใส่คู่แข่งที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งในช่วงหลังนั้นเหนือกว่าพวกเขาด้วยซ้ำ

 

2.แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (7 ธันวาคม 2019)

แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ครั้งแรกของฤดูกาล เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 16 ขณะที่ ลิเวอร์พูล กำลังฟอร์มร้อนแรงอย่างมาก ไม่แพ้ใคร และเสมอไปเพียงเกมเดียว ส่วนเจ้าถิ่น แมนฯ ซิตี้ นั้นก็เริ่มสะดุดไปเรื่อยๆและในเกมนี้ โซลชา ก็งัดผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาให้แฟนบอลได้เห็นกันอีกครั้ง ทำให้ แมนฯ ซิตี้ รั้งอันดับ 3 ของตารางได้ และยังมีแต้มตาม “หงส์แดง” ห่างถึง 14 คะแนนในตอนนั้น

 

2 ประตูที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งแต่ช่วงครึ่งทางของครึ่งแรก ทำให้ ทีมนั้นได้เปรียบอย่างมาก และจุดเปลี่ยนก็มาจากจุดโทษอีกเช่นเคยจุดโทษจาก วีเออาร์ โดย ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ในจังหวะที่ แบร์นาโด้ ซิลวา เข้าสกัดใส่ผู้มาเยือน และเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เป็นคนสังหารไม่พลาด ทำให้ในตอนนั้นถือว่าเขาเป็นกองหน้าที่ร้อนแรงมากเลยทีเดียว

 

หลังจากนั้น ทีมก็มาได้ประตูจากการยิงมุมแคบของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล อีกหนึ่งประตู เป็นการโจมตีใส่เจ้าถิ่นได้ช็อกทั้งสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม ทัพ “เรือใบสีฟ้า” เสียสองประตูในครึ่งแรกที่บ้านของตัวเอง ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้น นับตั้งแต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุมทีมแม้ว่าสุดท้าย “ปีศาจแดง” จะยันเกมรับไม่อยู่จนเสียประตูตีไข่แตกให้กับเจ้าถิ่น แต่เวลาก็ไม่พอแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด บุกเอาชนะเพื่อนบ้านได้ถึงถิ่น ถือเป็นเกมมาสเตอร์พีซของ โซลชา เลยทีเดียว

 

3.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-1 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (26 ธันวาคม 2019)

ในช่วงต้นซีซั่น ถ้ายังจำกันได้ ทีมของ โอเล่ เคยบุกไปแพ้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์ 0-1 มาแล้ว และในตอนนั้นทีมโดนวิจารณ์ค่อนข้างหนัก กับฟอร์มการเล่นช่วงนั้น เพราะพวกเขาไม่ชนะใครใน 90 นาทีถึง 6 เกมติดต่อกันและที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ฝันร้ายของแฟน “ปีศาจแดง” เกือบจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ทีมเสียประตูไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 17 จากนักเตะคนเดิมที่เคยพังประตูชัยใน เซนต์ เจมส์ พาร์ค มาแล้ว นั่นคือ แม็ทธิว ลองสตาฟฟ์ ดาวรุ่งวัย 20 ปี

 

แต่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่เป็นแบบนั้น แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งพ่ายให้กับ วัตฟอร์ด มา แต่พอกลับมาเล่นในถิ่นตัวเอง ก็สามาระกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ต้องการได้อีกครั้ง พวกเขายิง 3 ประตูรวดในช่วงครึ่งแรกจาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, เมสัน กรีนวู้ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ขึ้นนำ 3-1หลังจากนั้น ครึ่งหลัง นาทีที่ 51 มาร์กซิยาล ก็บวกลูกสองให้กับตัวเอง ทำให้สกอร์กลายเป็นถล่มขาด 4-1 ซึ่งทำให้สถิติของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในการเล่นเกม บ็อกซิ่ง เดย์ โดยเฉพาะเล่นในบ้านตัวเอง ก็ยังยอดเยี่ยมต่อไป

 

เกมล่าสุดที่พวกเขาแพ้ในบ้านตัวเองวันบ็อกซิ่ง เดย์ เกิดขึ้นเมื่อปี 1978 ที่พ่ายให้กับ ลิเวอร์พูล 0-3 หลังจากนั้นพวกเขาชนะ 16 และเสมอเพียง 3 นัดจาก 19 เกมที่ผ่านมาและในเกมวันนั้น ยังถือเป็นแมตช์แรกของฤดูกาล ที่พวกเขาถูกนำไปก่อน แล้วสามารถแซงกลับมาชนะได้ เพราะก่อนหน้านั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ทีมโดนยิงก่อน ไม่ว่าจะ 1 หรือ 2 ไม่มีทางเลยที่จะเก็บ 3 คะแนน อย่างเก่งก็แค่เสมอเท่านั้น ซึ่งนั่นก็น่าตกใจ เพราะนี่ก็เป็นเพียงเกมเดียวในซีซั่นนี้ ที่พวกเขาคัมแบ็กกลับมาชนะได้หลังจากโดนยิงขึ้นนำไปก่อน

 

4.เชลซี 0-2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (17 กุมภาพันธ์ 2020)

เกมนัดที่สองในลีก นัดที่ 3 ในฤดูกาลที่ทั้งคู่กลับมาพบกัน โดยก่อนหน้านี้ หลังจากที่ถล่ม 4-0 ไปในเกมนัดแรกของฤดูกาล พวกเขาสามารถบุกชนะได้ถึง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในเกม ลีก คัพ ได้อีก 2-1และในหนนี้ มาเจอกันในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง แถมเป็นช่วงเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มมั่นใจ กับการได้ บรูโน่ แฟร์นันเดส มาอยู่ในทีมเป็นนักเตะคนใหม่ รวมถึง โอเดี้ยน อิกาโล่ ด้วย และผลปรากฏว่าเพลย์เมคเกอร์ชาวโปรตุกีส ก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวัง

 

เขาทำหนึ่งแอสซิสต์ กับการเปิดลูกเตะมุมในนาทีที่ 65 ให้กับ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ขึ้นโขก เป็นประตูที่สองให้กับทีม ซึ่งถือเป็นการยิงประตูในลีกลูกแรกของ แม็คไกวร์ กับสีเสื้อของ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยเอาจริงๆ แล้ว นอกจากผลงานที่ดีของผู้มาเยือนแล้ว ก็ต้องบอกว่าเจ้าถิ่นนั้นโชคร้ายอยู่พอสมควร พวกเขาน่าจะได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่น หลังจากที่ แม็คไกวร์ น่าจะโดนไล่ออกจากสนาม ฐานไปยันเท้าใส่หว่างขาของ มิชี่ บาตชูอายี่ แต่กลับไม่โดนแม้ใบเหลือง ทั้งๆ ที่ดูวีเออาร์ แล้ว

 

นอกจากนั้น พวกเขายังไม่ได้ประตูถึง 2 จังหวะ ในช่วงต้นครึ่งหลังจาก เคิร์ท ซูม่า ที่ วีเออาร์ มองว่าเป็นลูกฟาวล์ จากจังหวะของ เชซาร์ อัสปิลิกวยตต้า ไปผลักใส่ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์และในนาทีที่ 76 โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็ยิงประตูเข้าไป แต่ถูกจับล้ำหน้าหนึ่งฝ่าเท้า ในการเปิดฟรีคิกของ เมสัน เมานท์ เลยทำให้พวกเขาต้องแพ้ไปอย่างน่าเจ็บใจ

 

อย่างไรก็ตาม ในเกมนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะ เชลซี ได้ไปกลับในหนึ่งฤดูกาล เป็นหนแรกนับตั้งแต่ซีซั่น 1987-88 ซึ่งนั่นเป็นฤดูกาลแรกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และยังไม่มีผู้เล่นคนไหนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันนั้นที่เกิดทันเหตุการณ์ดังกล่าวเท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นหนแรกที่พวกเขาไม่เสียประตูให้กับ เชลซี ทั้งเหย้าและเยือน เป็นหนแรกตั้งแต่ฤดูกาล 1964-65 เรียกได้ว่ายาวนานมากเลยทีเดียว เป็นสถิติที่น่าประทับใจมากๆ ของกุนซือชาวนอร์เวย์ ที่ทำได้

 

5.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 แมนเขสเตอร์ ซิตี้ (8 มีนาคม 2020)

อาจจะเป็นแมตช์ที่ “ปีศาจแดง” ไม่ได้เปิดศึกทำเกมบุกใส่ แมนฯ ซิตี้ แต่นี่เป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่พวกเขาสามารถเก็บ 3 คะแนนจากทีมใหญ่ได้ แถมยังเป็นการสวีป หรือเอาชนะ ไป-กลับ ใส่ทีมใหญ่ได้เป็นทีมที่สอง ต่อจาก เชลซี อีกด้วยในช่วงนั้น แท็กติกหลัง 3 เวลาเจอกับทีมใหญ่ของ โซลชา ถือเป็นเรื่องที่แฟนบอลค่อนข้างจะชื่นชม ด้วยศักยภาพนักเตะที่ยังไม่พร้อมมากนัก และฟอร์มการเล่นก็ยังไม่สม่ำเสมอ การเปลี่ยนเป็นหลัง 3 ทำให้ทีมนั้นมีเกมรับที่เหนียวมากขึ้น โดยเฉพาะการหุบเข้ามาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟทางฝั่งซ้ายของ ลุค ชอว์ นั้นโดดเด่นมาก

 

จริงอยู่ว่าในเกมนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มาเพื่อตั้งรับและสวนกลับ ซึ่งก่อนหน้านี้ แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เจอเหตุการณ์ในแบบเดียวกันมาแล้วถึง 3 เกม จากนัดแรกที่แพ้คาบ้านก่อน 1-2 ยังมีเกมลีก คัพ ที่เล่นกันแบบเหย้า-เยือนอีก 2 แมตช์ด้วยกันในหนนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เตรียมตัวมาอย่างดี พวกเขาไม่เปิดพื้นที่ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด สวนกลับได้ง่ายๆ แถมยังบีบให้เจ้าถิ่นนั้นจ่ายบอลกันยาก จนทำให้เกมไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร แต่จุดเปลี่ยนก็มาเกิดจากการจ่ายบอลสุดชาญฉลาดของ บรูโน่ แฟร์นันเดส

 

จากจังหวะฟรีคิกระยะไกล ใครก็คิดว่าเขาจะเลือกเปิดเข้าไปบริเวณกรอบเขตโทษให้เพื่อนโหม่งทำประตู แต่กลับกลายเป็นว่า เขางัดบอลข้ามกำแพง 2 คนที่ยืนกันห่างๆ ให้กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล รับบอลแล้วยิงสวนตัว เอแดร์สัน เข้าไปอย่างสุดเซอร์ไพรส์หลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วโมง แมนฯ ซิตี้ ครองบอลเอาไว้ตลอด แต่กลับกลายเป็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด นั้นกลับทำจังหวะการยิงประตูได้มากกว่า สร้างสรรค์โอกาสได้เยอะกว่าผู้มาเยือน เปอร์เซนต์ครองบอลอยู่ที่ 28 ต่อ 72 แต่การทำประตู แมนฯ ยู 12 ครั้ง ส่วน แมนฯ ซิตี้ 7 หน

 

นอกจาก บรูโน่ ที่มีฟอร์มอันโดดเด่น รวมถึงนักเตะอย่าง เฟร็ด ที่ก็นับวันยิ่งดีขึ้น ในเกมนั้น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ที่ บีบีซี สื่อชั้นนำแดนผู้ดี ยกให้ตกเป็นของ อารอน วาน-บิสซาก้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกมที่เขากำจัด ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เสียอยู่หมัด ทำให้เป็นเกมที่ 250 ของเจ้าตัวในลีก จบลงไปแบบน่าเจ็บใจและยังเป็นเกมที่ไม่น่าจดจำของ เอแดร์สัน ผู้รักษาประตูชาวบราซิเลียนด้วยเช่นกัน ทั้งลูกแรกที่ปัดการยิงของ มาร์กซิยาล ไม่ได้ รวมถึงการขว้างบอลนำหน้าเพื่อนมากเกินไป ก่อนจะถูก สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ยิงบอลสวนระยะ 40 หลากลับมา เป็นประตูตอกฝาโลงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บด้วย

 

นี่ถือเป็นเกมสุดประทับใจของ Manchester united  และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลยก็ว่าได้ แม้ว่าการครองบอลจะเป็นรอง ดูเหมือนพวกเขาจะมาเล่นตั้งรับ แต่เอาจริงๆ แล้วถ้าได้ดูกันเต็มๆ จะเห็นได้ว่าไม่เป็นรองชนาดนั้น โดยเฉพาะเรื่องการเข้าทำ อย่างที่บอก โอกาสยิงเยอะกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งบางจังหวะถ้าประสานงานกันดีกว่านี้ อาจจะได้ประตูเพิ่มมากกว่า 2 ลูกด้วยซ้ำ

 6,620 total views

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on pinterest
Pinterest